หนึ่งหน้า...น่าอ่าน...ความรู้สึกทรงพลัง: Earnest

ชื่อ: ใจจดจ่อ นามสกุล: กุลีกุจอ ชื่อเล่น: กระตืนรือร้น มิตรสหายและเครือญาติ: ศรัทธา จริงจัง


Name: Earnest Surname: Keen Nickname: Committed Affiliate with: Dedicated, Steady


จำความรู้สึกครั้งสุดท้ายที่เราเป็นอย่างนี้กันได้ไหมคะ? ถ้านึกนาน หรือนึกไม่ออก ก็แปลว่าว่า น่าจะต้องถึงเวลาที่เราต้องหา คน หากิจกรรมต่างๆ ที่จะมาเพิ่มความรู้สึกตรงนี้แล้วล่ะค่ะ เพราะในความเป็นผู้ใหญ่ บางครั้งเราปล่อยให้ตัวเราเองสูงวัยขึ้นตามอายุ และปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ แน่นอนที่สุดว่าร่างกายเราก็เกิดมาเพื่อให้เราได้ใช้งาน และก็มีความเสื่อมโทรม และสุดท้ายก็ต้องสลายไปตามธรรมชาติ ไม่มีใครแย้งตรงนี้ได้ เพราะนั่นคือความจริงของชีวิต


แต่ให้สังเกตุดูว่า สิ่งที่ไม่เป็นไปตามนั้นคือสมอง ความคิดและความรู้สึกเรา เพราะส่วนนี้ไม่เกี่ยวกับวันและเวลา ทุกวันคือวันใหม่ ทุกชั่วโมง ทุกนาที คือความสดใหม่ เพราะมันสามารถที่จะผลัดเปลี่ยนสลัดได้ตลอดเวลา คิดง่ายๆ ว่าถ้าเราอยากอยู่ในอากาศสดชื่น ดื่มน้ำสะอาดๆ ในทางปฏิบัติอาจต้องรอออกไปข้างนอก หรือเดินไปหยิบน้ำมากิน แต่ในความสดชื่น กระปรี้กระเปร่าของอารมณ์นั้น แค่รู้ว่าตอนนี้อารมณ์เราอยู่ในภาวะไหน เช่น หดหู่ ไม่สดชื่น แค่เราอยากจะรู้สึกดีขึ้น เปลี่ยนจากความขุ่นมัว มาเป็นความกระปรี้กระเปร่า ก็สามารถทำได้ทันที


หลายท่านบอกว่าทำได้ทันทีเลยจริงหรือ? ความคิด ความรู้สึกและอารมณ์ก็เหมือนกับการฝึกอะไรทางกายภาพ เทียบให้เห็นง่ายๆ ก็ต้องเทียบกับสิ่งที่เป็นกายภาพอีก ถ้าเราเป็นคนที่ขยันออกกำลังกาย เป็นคนที่แข็งแรง เดิน วิ่ง เป็นประจำอยู่แล้ว อยู่ๆ มีเหตุจำเป็นที่รถน้ำมันหมด ต้องเดินขึ้นเขาไปเอาน้ำมัน ถามว่าทำได้เลยไหม คำตอบก็น่าจะชัดเจนใช่ไหมคะว่า ทำได้เลยทันทีโดยไม่ต้องคิดว่า จะเมื่อย จะเจ็บ จะเป็นลม จะไม่ไหว จะไม่มีตรงนั้นเลย เพราะเป็นภาวะที่เราเตรียมพร้อมร่างกายเราไว้ตลอดเวลา และสามารถใช้ประโยชน์จากความแข็งแรงของขา หัวใจ ฯลฯ


เช่นเดียวกันกับอารมณ์และความรู้สึก ถ้าเราเป็นคนที่ฝึกคิด ฝึกอารมณ์เชิงบวกและทรงพลัง เช่น ที่เราได้พูดกันมาเกือบสองอาทิตย์แล้ว ถ้าเกิดวันหนึ่งมีเรื่องทรงพลังอีกด้านหนึ่ง (ด้านลบๆ ) เข้ามา เช่น ความอิจฉา การถูกให้ร้าย ความไม่มั่นใจ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะมีฝั่งนี้เข้ามาในแต่ละวัน ทั้งที่เรานำพามาเอง (เพราะธรรมชาติของมนุษย์ชอบที่จะคิดแนวลบอยู่แล้ว) และที่สำคัญแม้เราจะไม่นำพามาเอง ก็จะมีคนนำพามาให้ มาทำความรู้จัก อาจจะผ่านคนเป็นๆ ในครอบครัว ที่ทำงาน โรงเรียน หรือผ่านการพูด การแสดงออกทางโซเชียลมีเดีย เมื่อสิ่งที่เป็นฝั่งตรงข้ามเข้ามา เช่น เราอาจได้ยิน ได้อ่าน ได้เห็นทำให้เรารู้สึก เสียใจ น้อยใจ หรือ โกรธ โมโห หรือสะอิดสะเอียน ฯลฯ


ซึ่งก็ไม่ผิดอีกที่เราจะรู้สึกไปตามสิ่งที่เราได้รับเข้ามา แต่ในการฝึกที่ว่าไว้ ก็คือว่าเราจะรู้เท่าทันอารมณ์นั้นไหม ว่ามันมาเมื่อไหร่ และเราจะอยู่กับอารมณ์ ความรู้สึกนั้นๆ นานเท่าไหร่ เราชอบที่จะแบก รับ และมีสถานะว่า ฉันเป็นคนที่ขี้หงุดหงิด ขี้น้อยใจ ขี้โมโห ไว้นานเท่าไหร่? คำถามต่อไปก็คือว่าจะอยู่กับสถานะนั้นๆ กี่ชั่วโมงต่อวัน กี่วันต่อเดือน กี่เดือนต่อปี? และถามว่ารู้สึกดีไหม และอยากเป็นอย่างนั้นไหม? และถามต่อไปอีกว่ามันเป็นประโยชน์กับชีวิตตัวเองหรือเป็นประโยชน์กับคนใกล้ตัวหรือไม่?



ถ้าคำตอบคือ “ใช่” ฉันเป็นคนขี้ทุกข์ ฉันจะอยู่กับมันตราบนานเท่านาน และฉันชอบแบบนี้ ก็อยากจะเตือนให้ระมัดระวัง เพราะอย่าลืมว่าอยู่ใกล้ใครก็จะเหมือนไปกับคนนั้น หันมาทางสบายใจเลยก็ได้นะคะ เพราะเราจะสบายใจไปด้วยกันค่ะ

0 views0 comments