หนึ่งหน้า...น่าอ่าน: กุมภาพันธ์...เดือนแห่งความรัก Valentine's day

เดือนกุมภาพันธ์เป็นที่รู้กันว่าเป็นเดือนแห่งความ เดือนนี้เลยจะได้ เล่าถึงความรักในมิติต่างๆ แต่ก่อนที่จะถึงตรงนั้น เรามาดูประวัติกันก่อนนะคะว่า ทำไมเดือนกุมภาพันธ์ ทำไมถึงเป็นเดือนแห่งความรัก? วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ทำไมเรียกว่าวันวาเลนไทน์? ไม่แน่ใจว่าประเทศไทยได้รับอิทธิพลธรรมเนียมปฏิบัติ เรื่องวันแห่งความรัก หรือว่า Valentine’s day มาตั้งแต่ปีไหน (ใครทราบข้อมูลที่อ้างอิงได้ แบ่งปันกันด้วยนะคะ) แต่เป็นเรื่องที่รับรู้กัน โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น หนุ่มสาว สบายใจเลย เลยลองไปค้นหาประวัติคร่าวๆ จากแหล่งต่างๆ ในโลกออนไลน์ มาเล่าสู่กันฟังประมาณนี้ค่ะ


คำว่าวาเลนไทน์ อ้างอิงตามวิกิพีเดียเป็นชื่อที่มาจากนักบุญ เซนท์ วาเลนไทน์ (Saint Valentine) หรือเทศกาลเฉลิมฉลอง ฟีส ออฟ เซนท์ วาเลนไทน์ (Feast of Saint Valentine) ได้มีผู้ที่เขียนถึงประวัติของเทศกาลนี้ไว้จากหลายๆ แหล่ง พอจะวิเคราะห์หาต้นสายได้ว่า วันวาเลนไทน์ มีความเกี่ยวข้องกับ ศาสนาคริสต์ และวัฒนธรรมของโรมัน โดยเป็นเรื่องราวของนักบุญคนหนึ่งที่ชื่อว่าวาเลนไทน์ (Valentine) หรือวาเลนตินัส (รากศัพท์ภาษาละติน: Valentinus) ที่อาศัยอยู่ในโรม เป็นนักบวชที่เกิดในช่วงจักวรรดิ์โรมัน ช่วงศตวรรษที่ 3 ในช่วงที่นักบุญวาเลนไทน์มีชีวิตอยู่นั้น ผู้คนมากมายเริ่มเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ แต่ในรัชสมัยของจักรพรรดิคลอดิอัสที่ 2 (Emperor Claudius II) แห่งกรุงโรมไม่ได้นับถือศาสนาดังกล่าว จึงได้ออกกฎหมายที่เคร่งครัดมากมายเพื่อควบคุมชาวคริสต์ โดยจักรพรรดิคลอดิอัสที่ 2 เชื่อว่าทหารโรมัน ควรจงรักภักดีต่อโรมเท่านั้น ไม่ควรแต่งงาน หรือเสียเวลากับครอบครัว พระองค์จึงจึงทรงมีพระราชโองการสั่งห้ามมิให้มีการจัดพิธีหมั้นและแต่งงาน ในโรมโดยเด็ดขาด แต่นักบุญ เซนต์วาเลนไทน์ หรือวาเลนตินัส ได้แอบร่วมมือกับเซนต์มาริอัส จัดพิธีแต่งงานให้กับชาวคริสต์หลายคู่

ต่อมาจักรพรรดิคลอดิอัสที่ 2 ทราบถึงการกระทำของนักบุญวาเลนไทน์และสั่งให้ลงโทษเขาด้วยการจำคุกระหว่างที่เขาเป็นนักโทษอยู่นั้น ยังเชื่อกันว่า วาเลนไทน์ได้ตกหลุมรักหญิงสาวที่เป็นลูกสาวของผู้คุมที่ชื่อจูเลีย ซึ่งเป็นผู้ได้มาเยี่ยมเขาระหว่างที่ถูกคุมขัง แต่ความรักของเขาก็ถูกขัดขวาง และถูกลงโทษด้วยการประหารชีวิต หลังจากนั้นศพของเขาได้ถูกเก็บไว้ที่โบสถ์พราซีเดส (Praxedes) ณ กรุงโรม หญิงสาวจูเลียจึงได้ปลูกต้นอามันต์ หรืออัลมอลต์ ซึ่งมีดอกเป็นสีชมพู ไว้ใกล้หลุมศพของวาเลนตินัสผู้เป็นที่รักของเธอ โดยในทุกวันนี้ ต้นอามันต์ได้เป็นตัวแทนแห่งรักนิรันดรและมิตรภาพอันสวยงาม


ส่วนอีกเรื่องเล่าอีกด้านหนึ่งของนักบุญวาเลนไทน์คือเขาเป็นคนที่พยายามช่วยให้กลุ่มคริสเตียนให้รอดพ้นจากเรือนจำของโรมันทำให้เขาถูกประหารชีวิต แม้ว่าเรื่องราวจะกระท่อนกระแท่น และมีการตีความหลายมุมมองผ่านระยะเวลาที่ผ่านมา แต่โดยรวมแล้วเหตุการณ์ดังกล่าว จึงเป็นตำนานว่าวาเลนไทน์นับเป็นนักบุญที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้เชื่อมั่นในรัก กล้าหาญที่จะรัก และแม้จะต้องเอาชีวิตเข้าแลกก็ตาม เรื่องราวนี้จึงเป็นเครื่องหมายของความโรแมนติค ว่ากันว่า ในคืนก่อนที่วาเลนไทน์จะสิ้นชีวิตโดยการถูกตัดศีรษะ เขาได้ส่งจดหมายฉบับสุดท้ายถึงจูเลีย โดยลงท้ายว่า "From Your Valentine" คำนี้จึงกลายเป็นสำนวนรัก โรแมนติก ในยุคกลางในเวลาต่อมา


ในสังคมตะวันตก เช่นประเทศอเมริกา แคนนาดา แมกซิโก อังกฤษ ฝรั่งเศษ และออสเตรเลีย โดยพบว่าเริ่มมีการเฉลิมฉลองกันมาตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 17 ส่วนการประเพณีการเฉลิมฉลองก็แตกต่างกันไป เช่น ของขวัญยอดนิยมในวันวาเลนไทน์ มักจะเป็นช้อกโกแลต การ์ดและดอกไม้ ซึ่งสื่อความหมายของความรักเชิงโรแมนติก ดอกกุหลาบ เป็นของขวัญยอดนิยม

โดยเฉพาะกุหลาบแดง ทั้งนี้เพราะสีแดงมีความสัมพันธ์กับอารมณ์ความรักที่เกี่ยวกับตำนานรักระหว่างของอะโอนีส (Adonis) และอะโพรไดท์ (Aphrodite) -ของกรีกและโรมันอีกด้วยของขวัญอีกชนิดได้แก่ ช็อกโกแลต การที่ช็อกโกแลตเคยเป็นสัญลักษณ์ของความรัก อาจเป็นเพราะในสมัยก่อนหาได้ยาก และเป็นสัญลักษณ์ของ เสรีภาพ และสันติภาพในช่วงที่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงด้วยก็ได้ หรืออาจมาจากการที่ช็อกโกแลตนั้นช่วยกระตุ้นอารมณ์รักได้ด้วยมีส่วนประกอบสำคัญเรียกว่า Flavonoid เป็นสารซึ่งช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และป้องกันการก่อตัวของไขมันในเส้นเลือดป้องกันโรคหัวใจและการเกิดมะเร็ง ทำให้ดูอ่อนเยาว์ นอกจากนี้ในช็อกโกแลตยังมีสารบางชนิดไปกระตุ้นให้สมองหลั่งสารเคมีแห่งความสุขที่ชื่อเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) ออกมา ซึ่งจะช่วยลดความเครียดและทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีขึ้น บ้างก็ตีความหมายไว้ว่า ช็อกโกแลตมีรสขมและหวาน คล้ายกับชีวิตคู่ที่อาจมีสุขและทุกข์ปนกันไป


นอกจากนี้ยังมีสัญลักษณ์ที่เรียกว่าเทพเจ้าคิวปิด (อังกฤษ: Cupid; ละติน: CUPIDO) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความรักดั้งเดิมของชาวโรมัน มีลักษณะเป็นร่างกายเป็นเด็กทารกติดปีก กำลังโก่งคันศรทองเล็งไปยังหัวใจของผู้คน ตามตำนานของกรีกและโรมันพูดถึงคิวปิดว่า เป็นบุตรของมาร์ (เทพเจ้าของสงคราม) และ วีนัส (เทพเจ้าแห่งความรักและความงาม) คิวปิดเป็นพระเจ้าแห่งความปรารถนา ความรักแบบกาม (Erotic) ความดึงดูดและวิภาพ (Affection) โดยมีความเชื่อว่าคิวปิดสามารถแผลงศรให้คนตกหลุมรักกันได้

แต่ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือเรื่องราว ตำนานการเฉลิมฉลองวันแห่งความรัก ของหลายๆ ประเทศในอดีต ซึ่งในส่วนนี้ท่านใดเคยมีประสบการณ์ตรง เคยอยู่ในเหตุการณ์ก็สามารถมาแลกเปลี่ยน แบ่งปันกันได้นะคะ ว่าเป็นไปตามนี้ไหม เช่น


ที่ประเทศอังกฤษ ในอดีตเมื่อหลายร้อยปีก่อน เด็กๆ จะแต่งตัวสวยเป็นพิเศษ และจะไปร้องเพลงตามบ้าน โดยมีเนื้อหาเพลงประมาณนี้ “Good morning to you, Valentine ; Curl your locks as I do mine — Two before and three behind. Good morning to you, Valentine” ซึ่งเพลงนี้ยังเป็นเพลงที่ใช้ร้องรำ และทำกิจกรรมกับเด็กๆ ก่อนวัยเรียนอยู่เลย


บ้างก็นำมาเชื่อมโยงกับการปอกเปลือกแอปเปิ้ลให้เป็นขดและเอ่ยชื่อคนที่ตัวเองอยากแต่งงานด้วย ถ้าได้เป็นชื่อใครตรงที่ปอกเสร็จพอดีก็น่าจะเป็นคนนั้น และยังมีการเล่นต่อไปว่าถ้าผ่าแอปเปิ้ลดูแล้วนับเม็ดแอปเปิ้ลก็ จะสามารถรู้จำนวนบุตรในอนาคตได้


บางกลุ่มก็จะมีกิจกรรมเสี่ยงทายสนุกๆ เช่น หนุ่มสาวจะเขียนชื่อคนที่ตัวเองชอบซึ่งอาจจะมีหลายคน 5-6 ชื่อและทำการจับฉลาก ถ้าได้ชื่อคนไหนก็จะทำชื่อนี้มาติดที่แขนเสื้ออย่างน้อย 1 อาทิตย์ เพื่อให้คนได้รับรู้ว่าเราแอบชอบใครอยู่


นอกจากนี้ยังมีความเชื่อหลายอย่าง เช่น ถ้าผู้หญิงคนไหน เห็นนกโรบิน (Robin) บินผ่าน จะได้แต่งงานกับกะลาสีเรือ (Sailor) 5hkเห็นนกกระจอก (Sparrow) จะได้แต่งงานกับชายยากจนแต่มีความสุข ถ้าเห็นนก Goldfinch จะได้แต่งงานกับมหาเศรษฐี


ในส่วนของประเทศเวลส์ ที่มีความโดดเด่เรื่องงานแกะสลักไม้ เขาจะแกะสลักช้อนไม้ เป็นรูปหัวใจ และลูกกุญแจไว้บนช้อน ให้กับคนที่เขารัก เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่ากุญใจไขใจเป็นต้น (You unlock my heart)

เอาล่ะค่ะ ท่านผู้อ่านละค่ะ มีอะไรที่จะมาไขข้อข้องใจในเรื่องราวของความรักที่เรามีกันอยู่ไหมคะ?

0 views0 comments